31 October 2007

The first emoticon :-)

19-Sep-82 11:44 Scott E Fahlman :-)
From: Scott E Fahlman


I propose that the following character sequence for joke markers:

:-)

Read it sideways. Actually, it is probably more economical to mark
things that are NOT jokes - given current trends. For this, use

:-(

ข้อความข้างบนที่ท่านได้อ่านจบไปแล้วนี้ ถูกโพสต์บนเว็บบอร์ดของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 19 กันยายน 1982 ข้อความนี้ถือได้ว่าเป็นข้อความสำคัญข้อความหนึ่งในประวัติศาสตร์การสื่อสารของมนุษย์ เพราะนี่เป็นการใช้ emoticon หรือสัญลักษณ์แสดงอารมณ์(emotion icon) ผ่านอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกของโลก !

หลังจากวันนั้น ตอนนี้เพียงพิมพ์ง่ายๆ แค่ : และ ) เราก็สามารถยิ้มให้กันได้แล้ว ใช่ไหมครับ :)

ขอขอบคุณ Mr.Scott E Fahlman นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ประจำมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon ผู้สร้างสิ่งที่เรียบง่ายแต่สร้างสรรค์ สัญลักษณ์ที่ทำให้ความรู้สึกถูกส่งผ่านตัวอักษรได้ เพียงกดคีย์บอร์ดไม่กี่ครั้ง

หมายเหตุ : ตัวอย่าง emoticon แบบมาตรฐาน
:-) or :) ยิ้ม มีความสุข
:-( or :( หน้าบึ้ง เศร้า
;-) or ;) ขยิบตา
:-D or :D ยิ้มกว้าง หัวเราะ
:-C or :C เศร้ามาก
:-p or :p or :P ยิ้มแล่บลิ้น
:-S or :S สับสน
:-/ or :/ or
:-\ or :\ สงสัย สับสน
:O แปลกใจ

26 October 2007

Zero Gravity


Zero Gravity หรือสภาพไร้น้ำหนัก ที่ทำให้ตัวคนหรือสิ่งของลอยขึ้นอย่างในภาพนี้ ท่านผู้อ่านคงจะเคยได้เห็นในภาพยนต์เกี่ยวกับยานอวกาศเรื่องต่างๆ เช่น Apollo 13 ที่แสดงนำโดย Tom Hanks แต่ภาพข้างบนนี้ผมไม่ได้นำมาจากภาพยนต์เรื่องไหนนะครับ คนในภาพนี้ลอยได้จริงๆ ไม่ใช่การแสดง หรือเป็นมายากลแบบ เดวิด คอปเปอร์ฟิลด์ (อดดู) และที่สำคัญ หนึ่งในนั้นเป็นคนไทยครับ !

"น้องแอ็ค" สุนารี เนรมิต นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนปิยชาติพัฒนา จ.นครนายก (อยู่ตรงกลาง มีธงชาติไทยที่แขนซ้าย:) ได้รับการเสนอชื่อโดยสำนักงานโครงการส่วนพระองค์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อไปสัมผัสประสบการณ์ไร้น้ำหนักร่วมกับเยาวชนอีก 8 ประเทศ คือ บังคลาเทศ, สาธารณรัฐเชก, โคลัมเบีย, บาห์เรน, ไนจีเรีย, จีน, นอร์เวย์ และสหรัฐอเมริกา เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 50 ปี ของการปล่อยดาวเทียม Sputnik ของสหภาพโซเวียต

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับประสบการณ์ไร้น้ำหนักของน้องแอ็ค ท่านผู้อ่านสามารถติดตามได้จากข่าวที่ Manager Online ครับ

สภาพไร้น้ำหนักที่เห็นในภาพนี้เกิดขึ้นจากการใช้เครื่องบิน Boeing 727-200 นำมาดัดแปลงแบบพิเศษ และทำการบินแบบ Parabolic ดังแสดงในรูป

จากรูปจะเห็นว่า เครื่องบินจะบินขึ้นและลง โดยช่วงกลางระหว่างวินาทีที่ 140 - 160 มีค่า 0g ซึ่งหมายความว่า ค่าแรงโน้มถ่วง(g) มีค่าเป็น 0 หรืออยู่ในสภาพไร้น้ำหนัก นั่นเอง

วิธีการทำให้เกิดสภาพไร้น้ำหนักแบบนี้เป็นวิธีเดียวกับที่ NASA ใช้ฝึกให้กับนักบินอวกาศก่อนส่งออกไปปฏิบัติภารกิจนอกโลก และใช้ในการถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง Apollo 13 ด้วย

บริษัท ZERO-G ก่อตั้งในปี ค.ศ.1993 โดยอดีตนักบินอวกาศของ NASA เป็นผู้ให้บริการสภาพไร้น้ำหนักแบบนี้ครับ ผู้ใช้บริการจะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี ซึ่งที่ผ่านมาผู้ใช้บริการมีทั้งประชาชนทั่วไป กองถ่ายภาพยนต์ และนักวิจัย

ส่วนค่าบริการเพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้จากที่ไหนบนโลกใบนี้ ในช่วงเวลา 90 นาทีที่อยู่บนท้องฟ้า ก็แค่ 126,000 บาท เองครับ!

20 October 2007

รัฐบาลรักษาการณ์ก็อย่างนี้

ฉายาของรัฐบาลปัจจุบันที่ได้ชื่อว่า"รัฐบาลขิงแก่" อันเนื่องมาจากคณะรัฐมนตรีบรรจุไปด้วยผู้สูงอายุเต็มไปหมด สื่อมวลชนและประชาชนส่วนใหญ่ก็มองว่าเพราะความแก่นี่แหละทำให้เวลาจะทำอะไรก็เชื่องช้าไปหมด จนไม่มีผลงานอะไรในการแก้ไขปัญหาให้บ้านเมือง ซ้ำร้ายยังทำให้เกิดปัญหามากขึ้นไปอีก

ตอนแรกผมเองก็เข้าใจเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาดีๆถึงประสบการณ์ของรัฐมนตรีแต่ละท่าน ก็จะเห็นได้ว่าท่านเหล่านี้เป็นผู้ที่ผ่านงานสำคัญมามากมายไม่ว่าจะเป็นอดีตข้าราชการระดับปลัดกระทรวง อดีตผู้บริหารธนาคารอันดับหนึ่งของประเทศ อดีตนายทหารผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพ ซึ่งผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งเหล่านี้ย่อมต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างสูง เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้ากว่าใครในประเทศนี้ แต่ทำไมผลงานมันช่างกลับตารปัตรกับประสบการณ์ที่ท่านมี

ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจแล้วครับท่านผู้อ่าน มันอยู่ที่คำว่า"รักษาการณ์"ไม่ใช่"ประสบการณ์"

นักการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าไม่ดี แต่ข้อดีของนักการเมืองก็คือ การที่เขาต้องการเสียงจากประชาชน เมื่อต้องการเสียงจากประชาชนนักการเมืองทั้งหลายจึงต้องทำอะไรทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนพอใจ ต้องไหว้ประชาชน ต้องรับฟังข้อเรียกร้องของประชาชน ต้องพยายามแก้ไขปัญหาของประชาชน (แก้ได้แค่ไหนก็อีกเรื่องนึง)

นักการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ความหวังของพวกเขาก็คือ ต้องการเป็นรัฐบาลอีกในสมัยหน้า ดังนั้นจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้การเลือกตั้งครั้งต่อไปประชาชนลงคะแนนให้เขา ตรงจุดนี้เองที่แตกต่างจากรัฐบาลปัจจุบัน เพราะรัฐบาลนี้ไม่ได้มาจากนักการเมืองที่ต้องอยู่ในเวทีการเมืองต่อไป รัฐมนตรีแต่ละท่านแค่มารักษาการณ์ชั่วคราว ท่านจึงมาแล้วก็ไป หมดวาระแล้วก็ไม่มีอะไรต้องไปผูกพันกับการเมืองอีก บางท่านเห็นว่าจะกลับไปทำงานที่ธนาคารเก่า บางท่านก็คงจะกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ก็เหลือแต่บ้านเมืองไว้ให้รัฐบาลใหม่มารับช่วงรับผิดชอบกันต่อไป

เห็นท่านนายกฯสุรยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่าไม่เอาอีกแล้วเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ แหม! ผมก็คิดเหมือนท่านเลย ไม่เอาอีกแล้วครับ:(

18 October 2007

วาระประชาชน.. What?

วาระประชาชน ใครไม่เคยได้ยินยกมือขึ้นหน่อยเร้ว.. อ๋อ เคยได้ยินแล้ว
วาระประชาชน หมายความว่าอะไรตอบหน่อยเร้ว.. อ๋อ เห็นเขาพูดหลายอย่างนะ สรุปแล้วก็ ประชาชนต้องมาก่อน
คุณสมัคร : ไอ้กระผ้มก็ว่าอย่างงั้นแหละ (พลัง)ประชาชนต้องมาก่อน หึ หึ

โฆษณากันจังวาระประชาชน ขอถามหน่อยว่ามันน่าประทับใจไหมครับ พ่อแม่พี่น้อง
ไอ้กระผ้ม(ผู้เขียน:) ก็เชียร์และเลือกประชาธิปัตย์มาตลอด มันจะมีลังเลก็อีคราวนี้แหละคร๊าบ พ่อแม่พี่น้อง

คุณอภิสิทธิ์พูดนโยบายได้ธรรมดามากๆ ไม่น่าสนใจเลยครับขอบอก นโยบายแบบนี้ใครก็คิดได้ พูดได้ นี่ผมไม่ได้ดูถูกนะครับ รับรองดูไม่ผิดแน่ และ"วาระประชาชน"นี่มันจะต่างจาก"ประชานิยม"ของรัฐบาลที่แล้วอย่างไรครับ เผลอๆจะประชานิยมหนักขึ้นไปอีก เช่น เรียนฟรี มีเงินแจกผู้สูงอายุ

นักการเมืองคือตัวแทนของประชาชน ประชาชนก็ต้องมาก่อนอยู่แล้ว พอจะเลือกตั้งที ก็เห็นไปเดินไหว้ประชาชนก่อนทุกที เหมือนกันหมดทุกพรรค หุ หุ

คุณอภิสิทธิ์พูดถึงทิศทางของประเทศไทยดีกว่าว่าจะมุ่งไปทางไหน เช่น ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาของประชาชนเป็นอันดับหนึ่ง คนไทยต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เราจะเพิ่มโรงเรียนในพื้นที่ที่ขาดแคลน จะผลิตคุณครูเพิ่ม จะเพิ่มรายได้ของครู จะเพิ่มกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ส่วนจะเพิ่มโรงเรียนกี่แห่ง เพิ่มครูกี่อัตรา เพิ่มรายได้กี่เปอร์เซ็นต์ ให้ทุนกู้ยืมเพิ่มเท่าไหร่ งบประมาณที่ใช้จะเอามาจากไหน ก็ว่าไปในรายละเอียด นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เช่น การศึกษาผ่านดาวเทียม ผ่านอินเตอร์เน็ต ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจในการนำมาทำเป็นนโยบายเช่นกัน

หรือจะพูดถึงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เช่น เราจะเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น เราจะมีกฎระเบียบที่ส่งเสริมและเป็นธรรมต่อนักลงทุน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มอัตราการจ้างงานให้กับแรงงานไทย แต่การลงทุนจากต่างประเทศก็ต้องไม่ให้เกิดการเอาเปรียบคนไทยด้วย อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้พูดให้ชัดเจนไปเลยครับ ไม่งั้นนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เขาจะไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจของไทยจะไปทางไหน ถ้ามีนโยบายที่ชัดเจนเขาก็จะได้วางแผนทางธุรกิจถูก

ส่วนด้านสาธารณสุข ระบบประกันสังคมจะทำอย่างไรให้มีคุณภาพการให้บริการที่ดีขึ้น ระบบประกันสุขภาพ 30 บาทรักษาทุกโรค จะทำต่อ หรือจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้ดีขึ้นอย่างไร ก็พูดให้ชัดๆไปเลยครับ

คนเก่งมีมาก แต่คนกล้ามีน้อย ตอนที่พรรคไทยรักไทยประกาศนโยบายกองทุนหมู่บ้าน พักชำระหนี้เกษตรกร 3 ปี และ 30 บาทรักษาทุกโรค นโยบายเหล่านี้เป็นนโยบายแบบฟันธง! คือมีความชัดเจน ไม่กลัวว่าจะถูกวิจารณ์ ซึ่งก็โดนวิจารณ์มากจริงๆ แต่ในที่สุดก็เป็นนโยบายที่ถูกใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และส่งผลให้พรรคไทยรักไทยประสบผลสำเร็จในที่สุด...

พรรคประชาธิปัตย์น่าจะดูไว้เป็นตัวอย่างบ้างนะครับ ผมว่า

12 October 2007

ธรรมะจากหลวงพ่อ


ธรรมะ 5 ดี

   คิดดี

   พูดดี

   ทำดี

   คบคนดี

   ไปสู่สถานที่ดี

กราบคารวะ _/\_ พระผู้นำแสงธรรมแห่งปัญญาสู่สังคมไทย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ

11 October 2007

พกเหมือนกัน (อายุต่ำกว่า 18 ห้ามดู:)


10 October 2007

มาม่า 6 บาท


ไม่ว่าท่านจะทานเป็นประจำ ทานเป็นครั้งคราว ทานด้วยความชอบ หรือทานด้วยความจำใจ ยังไงทุกคนก็ต้องเคยทานมาม่าสักครั้งแหละน่า จริงมั้ย

มาม่าเป็นอาหารกึ่งสำเร็จรูปยอดนิยมของคนไทยมายาวนาน เพราะทั้งถูก ทั้งสะดวก มีหลายรสชาติให้เลือก(รสเส้นชาเขียวยังเคยมี) ราคาแค่ 5 บาท สามารถอิ่มอร่อยไปได้หนึ่งมื้อ ใครอยู่เมืองไทยรับรองได้ว่าไม่อดตายแน่นอนครับผมมั่นใจ เพราะในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ในเซเว่นมีมาม่า

ผมทานมาม่าเป็นมื้อเย็นมา 2 วันติดแล้วครับ (ที่จริงเป็นยำยำ แต่ไม่ว่ายี่ห้อไหนเราก็มักจะเรียกเป็นมาม่าทั้งนั้นแหละ เพราะมาม่ากลายเป็นชื่อสามัญของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปแล้ว) รู้สึกว่านานๆได้ทานทีก็อร่อยดีเหมือนกัน ตอนนี้ถ้าใครอยากจะทานก็รีบซื้อมาทานซะนะครับ เพราะเขาจะขึ้นราคาเป็น 6 บาทแล้ว

ผมเคยดูรายการโทรทัศน์ทางช่อง 9 เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีการสัมภาษณ์ผู้บริหารสูงสุดของมาม่า โดยในตอนหนึ่งท่านได้พูดถึงความภูมิใจของบริษัทฯ ที่สามารถตรึงราคามาม่าไว้ไม่เปลี่ยนแปลงมายาวนาน (เท่าที่ทราบก็ไม่ต่ำกว่า 10 ปีแล้ว) แต่เมื่อวานนี้ผู้บริหารท่านเดิมก็ได้ให้สัมภาษณ์ถึงการขึ้นราคามาม่าอีก 1 บาท ตามต้นทุนของแป้งสาลีและน้ำมันปาล์มที่เพิ่มขึ้น

1 บาท ถือว่าไม่มากหรอกครับตามตัวเงิน แต่ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็เหมือนของที่เคยขาย 100 บาท ขึ้นราคาเป็น 120 บาท แหละครับ แพงใหม? เพราะราคาเพิ่มขึ้นถึง 20 เปอร์เซ็นต์!

ถึงราคาจะขึ้นแต่ผมเชื่อว่า มาม่าจะเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทยต่อไปไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่ทำไมนะ... มันต้องมาขึ้นราคาในสมัยรัฐบาลนี้ด้วยนะสิ อิอิ

05 October 2007

Sputnik

วันนี้ถ้าท่านผู้อ่านได้เข้าไปที่ google ก็จะพบรูปโลโก้ที่เปลี่ยนไปจากเดิม เนื่องจากย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้วเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ.2500 อดีตสหภาพโซเวียตได้ส่งดาวเทียม sputnik (รูปทรงแบบในรูป) ขึ้นสู่อวกาศได้เป็นครั้งแรกของโลก ชาวรัสเซียเชื่อว่า การส่งดาวเทียมครั้งนี้มีความสำคัญต่อมนุษยชาติเทียบเท่า โคลัมบัส ค้นพบทวีปอเมริกาเลยทีเดียว!

เนื่องจากการส่งดาวเทียมไปในอวกาศเป็นการขยายพรมแดนของการสำรวจ เพื่อค้นหาดินแดนใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน นับเป็นปฐมบทการผจญภัยของเหล่านักสำรวจรุ่นใหม่ที่ไม่ต้องใช้เรือเดินทะเลไปทั่วเจ็ดย่านน้ำ แต่ใช้เทคโนโลยีระดับสุดยอดซึ่งค้นคิดโดยนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุดในโลก ประดิษฐ์เป็นดาวเทียมและยานอวกาศ เพื่อท่องไปสุดขอบฟ้าจักรวาล

นอกจากนี้ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่า วันที่ 10 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ ประเทศมาเลเซียจะส่งนักบินอวกาศ 2 คนแรก ขึ้นไปในอวกาศ!! ทั้งนี้โดยได้รับความช่วยเหลือจากประเทศรัสเซียในการใช้จรวดโซยุซ นำนักบินอวกาศทั้งสองไปใช้ชีวิตที่สถานีอวกาศนานาชาติไอเอสเอส และเมื่อสำเร็จภารกิจแล้วนักบินอวกาศทั้งสองมีกำหนดจะตระเวนถ่ายทอดประสบการณ์ในอวกาศแก่เยาวชนตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

... ฟังแล้วอิจฉาชาวมาเลเซียไหมครับ ไม่เป็นไรครับ ขอคนไทยไปยอดเอเวอเรสก่อนละกัน หุหุ

02 October 2007

Naypyidaw


เหตุการณ์ประท้วงโดยพระและนักศึกษาในประเทศพม่า ดูจะเป็นเหตุการณ์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างมาก มีการประท้วงหน้าสถานทูตพม่าในหลายประเทศ ทางสหประชาชาติก็ได้ส่งทูตพิเศษ(ที่ผมเองมองว่าไม่มีอะไรพิเศษ) เข้าไปเจรจากับผู้นำทหารพม่า ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในดินแดนลุ่มแม่น้ำอิระวดีได้หรือไม่ ไม่อาจมีใครหยั่งรู้

ในปี 2005 วันที่ 11 เดือน 11 ทหารพม่า 11 กองพล และรัฐมนตรี 11 คน ได้ย้ายออกจากเมืองหลวง Yangon ขึ้นเหนือไปยังเมืองใหม่ Naypyidaw ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในใจกลางประเทศ ตอนนี้ถ้าท่านผู้อ่านเกิดจับพลัดจับพลูได้เข้าไปเล่นเกมส์อัจฉริยะข้ามคืน แฟนพันธุ์แท้พม่า หรือแม้แต่ตู้ซ่อนเงิน ถ้าพิธีกรถามว่าเมืองหลวงของพม่าคือเมืองใด ก็อย่าไปตอบตามความเคยชินว่า ย่างกุ้ง นะครับ ต้องตอบ เนปิดอร์

การย้ายเมืองหลวงเข้าไปในใจกลางประเทศ รัฐบาลทหารพม่าให้เหตุผลว่าเมืองย่างกุ้งมีความแออัด ไม่สามารถขยายตัวได้อีก ผมเชื่อว่านั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่สาเหตุสำคัญน่าจะเกี่ยวกับความมั่นคง เพราะการมีเมืองหลวงอยู่ใจกลางประเทศทำให้ศัตรูที่รุกรานมาทางทะเล ไม่สามารถบุกประชิดเมืองหลวงได้ รัฐบาลทหารพม่านั้นสามารถควบคุมความสงบเรียบร้อยในประเทศมาได้หลายสิบปี ภัยคุกคามหากจะพึงมีก็ไม่พ้นภัยจากภายนอกเป็นสำคัญ

น่าเห็นใจพระ ศึกษา และประชาชน ที่ถูกปราบปรามอย่างรุนแรง แต่ผมไม่เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองจะเกิดขึ้นด้วยการประท้วง หรือจากการกดดัน บอยคอตจากนานาประเทศ ก็รัฐบาลพม่าเขาเจอจนชินแล้วครับ และก็ผ่านมาได้โดยตลอด ไม่เห็นมีปัญหาอะไรเลย และที่สำคัญพม่าเขามีพี่ใหญ่คือ จีน อินเดีย รวมทั้งเพื่อนรักคือไทย แอบให้กำลังใจอยู่เงียบๆนะครับ จะบอกให้

พี่จีน พี่อินเดีย และเพื่อนไทย ทั้ง 3 เป็นเพื่อนบ้านที่รักพม่ามั่กมั่ก เพราะพม่าตอบแทนความรักด้วยน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และป่าไม้ ที่มีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ยิ่ง โดยเฉพาะจีนและอินเดีย หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Chindia กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อยกระดับเป็นมหาอำนาจใหม่ทางเศรษฐกิจ พลังงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจขาดได้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ให้ก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและทรงพลัง นอกจากนี้จีนยังสามารถใช้พม่าเป็นทางออกทางทะเลสู่มหาสมุทรอินเดียได้โดยตรง และอินเดียสามารถใช้พม่าเป็นทางผ่านเพื่อส่งสินค้าไปขายยังประเทศจีนได้อีกด้วย

ในประวัติศาสตร์ชาติพม่า ผู้นำที่เข้มแข็งเท่านั้นจึงจะปกครองประเทศให้สงบสุขและเจริญรุ่งเรื่องได้ ยกตัวอย่างเช่น พระเจ้าบุเรงนองหรือผู้ชนะสิบทิศ ที่สามารถรวบรวมพม่าเป็นปึกแผ่น และขยายอาณาจักรไปอย่างกว้างขวาง ดังนั้นหากพม่าได้ผู้นำที่ไม่เข้มแข็งเด็ดขาดประเทศจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ไม่สามารถรวมกันอยู่ได้เหมือนในปัจจุบัน หากระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้นในพม่าได้จริง ประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีก็ไม่พ้นต้องเป็นทหารอยู่ดี กองทัพย่อมมีอำนาจและอิทธิพลอย่างสูง สามารถปฏิวัติรัฐประหารได้ทุกเมื่อ มันก็คงไม่ต่างจากประเทศไทยในยุคประชาธิปไตยช่วงแรกๆ ที่นายกฯเป็นทหาร อำนาจก็อยู่กับกองทัพไม่ใช่ประชาชน

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด ผมเชื่อว่ารัฐบาลทหารพม่าจะได้ปกครองประเทศต่อไป ส่วนประชาธิปไตย และนางอองซานซูจี ก็คงต้องรอต่อไปครับ