การถอนเอกอัครราชทูตไทยกลับจากกัมพูชา การทบทวนข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชา หรือที่เรียกว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU : Memorandum of Understanding) เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทย รวมทั้งล่าสุดที่มีคำพูดจากแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยว่า "ถ้ามีการรบเกิดขึ้น ไทยจะเป็นฝ่ายชนะ"
ทั้งหมดเป็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยล่าสุด ที่เกิดขึ้นหลังสมด็จฮุน เซ็น นายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาแต่งตั้งอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ พร้อมทั้งยืนยันจะไม่ส่งตัวกลับประเทศไทย
ในขณะเดียวกัน ทางกัมพูชาก็ได้ตอบโต้โดยถอนเอกอัครราชทูตกลับ เสริมทหารกว่า 4,000 นาย เข้าประจำชายแดน และยืนยันว่า MOU ที่ได้ตกลงกันไว้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้!
ผมว่า ถ้าเหตุการณ์ความขัดแย้งยังดำเนินต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายการปะทะกันทางทหารอาจเกิดขึ้นได้ในไม่ช้านี้! อย่าลืมนะครับว่า ความขัดแย้ง ความไม่พอใจระหว่างไทยกับกัมพูชาไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นตอนนี้ แต่เกิดขึ้นมานานแล้วตั้งแต่การเผาสถานทูตไทย และกรณีพิพาทเขาพระวิหาร เพราะมีความพยายามจากบางฝ่ายที่ต้องการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังระหว่างไทยและกัมพูชา โดยสร้างประเด็นทวงคืนเขาพระวิหาร
เราต้องยอมรับว่า ศาลโลกได้ตัดสินออกมาอย่างชัดเจนแล้วในเรื่องปราสาทพระวิหาร สิ่งที่ควรทำก็คือ การสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศที่จะบริหารจัดการมรดกโลกแห่งนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งกัมพูชาและไทย เพราะถึงแม้กัมพูชาจะเป็นเจ้าของปราสาทฯ แต่นักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปชมปราสาทฯ ส่วนใหญ่ก็เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทางฝั่งไทย ดังนั้น ความร่วมมือเพื่อบริหารจัดการร่วมกันอย่างมิตรประเทศ จึงเป็นหนทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่หากมัวแต่ทะเลาะเบาะแว้งกัน สุดท้ายก็จะไม่เกิดผลดีต่อทั้งสองประเทศ
การแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา ผมอยากขอให้ทุกฝ่ายระมัดระวังอย่าให้เกิดความรุนแรงไปมากกว่านี้เลยครับ ยังไงประเทศเพื่อนบ้านก็เป็นเพื่อนบ้าน หาทางร่วมมือสร้างประโยชน์ร่วมกันดีกว่า ถึงแม้เรามั่นใจว่า ถ้ารบกันเราจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งชีวิต ทรัพย์สิน และความบาดหมางที่ยิ่งฝั่งลึกระหว่างกัน มันไม่คุ้มเลยนะครับ
08 November 2009
การแก้ปัญหาไทย-กัมพูชา
Posted by
surasit_joe
at
18:27
0
comments
24 August 2009
นรม. vs ก.ต.ช.
โดยเมื่อวันพฤหัสที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกฯได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่จะเกษียณอายุสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่ ก.ต.ช.โหวต 5:4 เสียงไม่รับหลักการที่นายกฯเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เพียงคนเดียว ซึ่ง ก.ต.ช.เสียงข้างมากต้องการให้เสนอหลายชื่อ เพราะอยากให้คนอื่นได้แสดงความสามารถและวิสัยทัศน์ด้วย
เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่มาก ที่นายกฯไม่สามารถแต่งตั้งผบ.ตร.ได้สำเร็จ ทำให้ผมสนใจที่จะศึกษารายละเอียดของ ก.ต.ช. ว่า ย่อมาจากอะไร มีอำนาจหน้าที่อย่างไร ประกอบไปด้วยใครบ้าง?
จากการค้นคว้าทำให้ทราบว่า ก.ต.ช.เป็นชื่อย่อของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 11 ท่าน ตามแผนผังข้างล่างนี้ครับ
โดยกรรมการ 7 ท่าน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ส่วนอีก 4 ท่าน มาจากการสรรหาของกรรมการโดยตำแหน่ง
อำนาจหน้าที่หลักของ ก.ต.ช.คือ กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย และพิจารณาคัดเลือกผบ.ตร.ตามที่นายกฯเสนอ
กรณีการโหวตเสียงค้านนายกฯ 5:4 เสียงนั้น นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมต.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตค้านนายกฯด้วย! ซึ่งนายกฯได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ทำนองว่า การยุบสภาก็เป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ผมก็มองว่าคงจะไม่มีการยุบสภาง่ายๆ แบบนี้หรอกครับ เพียงแต่เป็นเทคนิคของนายกฯในการปรามพรรคร่วมรัฐบาลให้ร่วมมือกัน ถ้าไม่อย่างนั้นนายกฯก็สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้
ข่าวล่าสุดแจ้งมาว่า นายกฯจะเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป เพียงชื่อเดียวอีกเพื่อผลักดันให้เป็นผบ.ตร.ให้ได้...คราวนี้คงไม่มีปัญหา ไม่งั้นก็ต้องยุบสภากันจริงๆ
Posted by
surasit_joe
at
12:17
0
comments
19 August 2009
คิม แด จุง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ผู้ได้รับรางวัลโนเบล
ภาพจาก Britannica.comภาพข้างบนนี้เป็นภาพของนายคิม แด จุง อดีตประธานาธิบดีคนที่ 15 ของเกาหลีใต้ เดินคู่กับนายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่กรุงเปียงยางเมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2000 การประชุมครั้งนั้นถือเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้พบปะเจรจากัน หลังจากสงครามเกาหลีสงบลงในปีค.ศ. 1953
ประเทศเกาหลีเคยถูกญี่ปุ่นยึดครอง จากนั้นจึงได้รับเอกราชเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีค.ศ. 1945 โดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้าไปปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในเกาหลี สหรัฐฯได้เข้ายึดพื้นที่ทางภาคใต้ ส่วนสหภาพโซเวียตเข้ายึดพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยมีเส้นขนานที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง ซึ่งในตอนแรกเป็นการแบ่งเขตแดนเพียงชั่วคราว แต่ภายหลังก็ไม่สามารถตกลงเรื่องการรวมเกาหลีได้ และในปีค.ศ. 1950 เกาหลีเหนือซึ่งอาศัยยุทโธปกรณ์ของสหภาพโซเวียตก็ได้ยกทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมายึดเกาหลีใต้ เพื่อที่จะรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว และภายใน 3 วัน เกาหลีเหนือก็สามารถยึดกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้
แต่ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ สหรัฐฯพร้อมกับกองกำลังอีก 15 ชาติ (รวมทั้งประเทศไทยด้วย:) ก็ได้เข้ามาช่วยเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีเหนือต้องถอยทัพกลับไปที่เขตแดน และสงครามเกาหลีก็ยุติลงในปีค.ศ. 1953
สงครามเกาหลีถือเป็นสงครามตัวแทนของการต่อสู้ระหว่างสหรัฐอเมริกาที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับสหภาพโซเวียตที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หรือที่เรียกกันว่า "สงครามเย็น"
ตอนผมเรียนชั้นมัธยมปลาย อาจารย์ที่สอนวิชาสังคมเคยบอกว่า เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ยังไงก็ไม่สามารถรวมประเทศกันได้ แต่เมื่อนายคิม แด จุง เดินทางไปเกาหลีเหนือใน ค.ศ. 2000 ความหวังในการรวมประเทศก็ถูกจุดประกายขึ้นมา และทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (Nobel Peace Prize) ในปีค.ศ. 2000
นายคิม แด จุง ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี
Posted by
surasit_joe
at
14:00
0
comments
18 August 2009
ขออภัยโทษ
ผ่านไปแล้วด้วยความเรียบร้อย สำหรับการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีการปะทะกันระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงินที่มาให้กำลังใจคุณเนวินในคดีทุจริตกล้ายาง ซึ่งศาลฎีกาได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเพราะจำเลยมาไม่ครบ เนื่องจากขาดคุณอดิศัย โพธารามิก ที่เดินทางไปต่างประเทศ ทั้งนี้ศาลฯ ได้ออกหมายจับคุณอดิศัย พร้อมยึดเงินประกันจำนวน 1 ล้านบาท เพราะถือว่าเป็นการหลบหนีคดี
ในวันถวายฎีกา 17 ส.ค. 52 ได้มีการแจกรูปคุณทักษิณแบบข้างล่างนี้ ให้กับผู้มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง

เรื่องการขออภัยโทษไม่ได้เกิดแต่เฉพาะที่เมืองไทยนะครับ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 52 ที่เกาหลีเหนือก็มีการอภัยโทษให้กับนักข่าวสาวชาวอเมริกัน 2 คนที่ถูกจับ เนื่องจากรุกล้ำเขตแดนเข้าไปทำข่าวในเกาหลีเหนือ ซึ่งนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางครั้งประวัติศาสตร์เข้าไปเจรจากับนายคิม จอง อิล ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ โดยได้แสดงการขอโทษต่อการกระทำของนักข่าวทั้งสองคน


นักข่าวทั้งสองจึงได้รับการอภัยโทษจากการถูกตัดสินลงโทษใช้แรงงาน 12 ปี และได้เดินกลับบ้านพร้อมกับนายบิล คลินตัน
ที่พม่าก็มีการอภัยโทษให้กับนายจอห์น ยิตตอว์ ชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี จากการลักลอบว่ายน้ำเข้าไปที่บ้านนางออง ซาน ซูจี โดยนายจิม เวบบ์ วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและภาคพื้นแปซิฟิกของวุฒิสภาสหรัฐ เป็นผู้เดินทางครั้งประวัติศาสตร์ (อีกเช่นกัน:) เข้าไปเจรจาขออภัยโทษ โดยก่อนหน้านี้ ส.ว.จิม เวบบ์ เป็นผู้คัดค้านมาตรการคว่ำบาตรพม่า เพราะเห็นว่าเป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล
แต่มีบุคคลคนหนึ่งที่ยังไงๆ รัฐบาลทหารพม่าก็ไม่ยอมให้อภัยโทษเด็ดขาด ทายได้ไหมครับว่าใคร...ก็นางออง ซาน ซูจี ยังไงครับ
Posted by
surasit_joe
at
19:53
0
comments
11 August 2009
ศรีบูรพา กับแนวคิดประชาธิปไตย
กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา เป็นชื่อที่ผมได้ยินจากสื่อต่างๆ มานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ศึกษารายละเอียดความเป็นมาของบุคคลท่านนี้ เข้าใจแต่เพียงว่าเป็นนักเขียนเก่าที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้แต่งนวนิยายโด่งดังเรื่อง "ข้างหลังภาพ"
แต่ 2 - 3 วันมานี้ ผมค้นกองหนังสือที่บ้านเจอหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ที่มีคนให้มาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านสักที หนังสือชื่อ"บทบาทของนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ กับวิถีประชาธิปไตย" ซึ่งเขียนโดยคุณประภัสสร เสวิกุล ก็เลยลองพลิกอ่านดูว่ามีอะไรน่าสนใจหรือปล่าว... อาจเป็นเพราะตอนนี้การเมืองกำลังเป็นปัญหาร้อนแรง ที่ไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร การได้อ่านหนังสือที่เนื้อหาย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นกำเนิดประชาธิปไตยปี พ.ศ. 2475 ก็ทำให้ได้แง่คิดบางอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าถึงเวลาหมุนผ่านนานกว่า 77 ปี คำกล่าวต่อไปนี้ยังทันสมัยอยู่ในปัจจุบัน
"ความสนใจของพลเมืองต่อกิจการบ้านเมืองซึ่งแสดงออกมาโดยประกอบด้วยภูมิความรู้และวิจารณญานเท่านั้น ที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย และที่เราสามารถเรียกประเทศของเราว่าเป็นประชาธิปไตยได้จริงๆ ในวันข้างหน้า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งแรกแต่มิใช่สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยจริงๆ" (จากบทความ มนุษยภาพ)
คุณกุหลาบเริ่มเขียนหนังสือและทำหนังสือโดยใช้พิมพ์ดีดตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยติดหนังสือไว้ที่ผนังห้องเรียนให้นักเรียนคนอื่นได้อ่าน และเริ่มใช้นามปากกา "ศรีบูรพา" ในการเขียนบทประพันธ์ลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ
ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 ได้จัดตั้งหนังสือพิมพ์รายปักษ์สุภาพบุรุษ หลังจากนั้นได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง และหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ซึ่งในปี พ.ศ. 2474 ได้ลงบทความเรื่อง "มนุษยภาพ" ที่เสนอแนวคิดเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นไม่พอใจจนเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของหนังสือพิมพ์ กุหลาบและคณะจึงลาออกจากหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ต่อมาได้ทำหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ และเมื่อมาทำหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ก็ได้เขียนบทความมนุษยภาพต่อจากที่เคยลงในไทยใหม่ ทำให้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด แท่นพิมพ์ถูกล่ามโซ่
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 กุหลาบจึงได้มาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ซึ่งสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปี พ.ศ. 2476 กุหลาบได้เขียนตำหนิและคัดค้านการใช้อำนาจสั่งปิดสภาผู้แทนราษฎร์ของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา จนพระยามโนปกรณ์ฯ ยอมรับผิด แต่หนังสือพิมพ์ประชาชาติก็ถูกสั่งปิด วันรุ่งขึ้นพระยาพหลพลพยุหเสนายึดอำนาจการปกครอง หนังสือพิมพ์ประชาชาติจึงพิมพ์จำหน่ายได้ตามปกติ
จากประวัติการต่อสู้เพื่อแนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ข้างต้น น่าจะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างดี คำกล่าวของท่านจากบทความมนุษยภาพก็เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนที่รักระบอบประชาธิปไตยควรนำไปปฏิบัติ เพราะหากคนในสังคมสนใจการเมืองโดยใช้วิจารณญานพิจารณา ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ประเทศไทยย่อมจะผ่านปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอนครับ
Posted by
surasit_joe
at
13:48
0
comments

