วันนี้ในปี ค.ศ.1963 ได้มีการกล่าวสุนทรพจน์ซึ่งเป็นที่จดจำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกา โดย Martin Luther King, Jr สุนทรพจน์นั้นชื่อว่า I have a dream
ช่วงเวลานั้นสังคมอเมริกามีการแบ่งแยกสีผิว คนผิวดำไม่ได้รับสิทธิเสรีภาพเท่าคนผิวขาว สังคมเกิดความแตกแยก แต่ถึงอย่างไรความฝันก็ยังคงอยู่
I have a dream that one day on the red hills of Georgia, the sons of former slaves and the sons of former slave owners will be able to sit down together at the table of brotherhood.
I have a dream that my four little children will one day live in a nation where they will not be judged by the color of their skin but by the content of their character.
I have a dream today!
ถ้าท่านผู้อ่านเคยดูหนังอเมริกาที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับทาส คนผิวดำ สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐเหนือและใต้ ก็จะเห็นได้ถึงปัญหาและความยากลำบากที่ประเทศอเมริกาเคยประสบ คนอเมริกันในสมัยนั้นส่วนใหญ่อาจมองไม่เห็นทางออกของประเทศชาติ แต่โชคดีที่ยังมีคนๆหนึ่ง เขามีความฝัน และได้ส่งต่อความฝันนี้ให้กับทั้งคนผิวดำและผิวขาว จนในที่สุดปัจจุบันฝันของเขาก็กลายเป็นจริง
ผมคิดว่าคนทุกคนล้วนมีปัญหาในชีวิต ประเทศชาติที่ประกอบไปด้วยผู้คนหลากหลายก็ย่อมต้องมีปัญหา มากบ้างน้อยบ้างเป็นธรรมดา ขอเพียงเราอย่าสิ้นหวัง แต่ก็อย่าหวังพึ่งอัศวินขี่ม้าขาวมาแก้ปัญหาให้ ประชาชนแต่ละคน พวกเราทุกคนต่างหากที่ต้องช่วยกันพาประเทศชาติก้าวผ่านปัญหาและอุปสรรคไปข้างหน้า
Thais have a dream!!
29 August 2007
I have a dream.
เขียนโดย
Joe Gotomore
ที่
10:32
0
ความคิดเห็น
23 August 2007
คนอเมริกาอ่านหนังสือปีละกี่บรรทัด
ท่านผู้อ่านส่วนใหญ่คงจะเคยได้ยินว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือปีละแค่ 7 บรรทัดเท่านั้น
ข้อมูลตรงนี้ผมไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือแค่ไหน เพราะเราจะได้ยินการพูดถึงตัวเลข 7 บรรทัด แต่ไม่มีการพูดต่อว่าใครเป็นผู้สำรวจ สำรวจอย่างไร สำรวจที่ไหน สำรวจจากคนไทยกี่คน?
ผมเองไม่อยากจะเชื่อตัวเลขนี้สักเท่าไหร่ เว้นแต่จะมีที่มาของข้อมูลอย่างชัดเจน ถูกหลักวิชาในการสำรวจ ผมถึงจะเชื่อครับ
หนังสือพิมพ์บ้านเรามีมากมาย เอาแต่ฉบับหลักๆได้แก่ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน คมชัดลึก ข่าวสด ที่มีจำหน่ายทั่วประเทศ คนไทยที่อ่านหนังสือพิมพ์เหล่านี้รวมกันก็หลายล้านคนแล้ว และแต่ละคนที่ซื้อหนังสือพิมพ์มาอ่านก็คงต้องอ่านข่าวหลายสิบบรรทัดต่อฉบับ ดังนั้นในหนึ่งปีรวมๆแล้วจะอ่านหนังสือคิดเป็นหลักพันบรรทัดทีเดียว
นี่คิดเฉพาะหนังสือพิมพ์หลักๆที่คนไทยอ่านเท่านั้นนะครับ แต่ถ้ารวมพวกนิตยสารต่างๆทั้งนิตยสารบันเทิง นิตยสารผู้หญิง นิตยสารผู้ชาย นิตยสารกีฬา นิตยสารวัยรุ่น ฯลฯ ที่มีจำหน่ายเต็มแผงหนังสือ ยอดการอ่านก็จะเพิ่มขึ้นไปอีกหลายพันบรรทัดต่อคนต่อปี แล้วพวกพ็อกเก็ตบุ้คต่างๆจำนวนมากในร้านหนังสืออีกล่ะ รวมๆแล้วผมคิดว่าคนไทยอ่านหนังสือต่อปีไม่น้อยเลยนะครับ
ที่กล่าวมาข้างต้นคือการอ่านหนังสือของคนทั่วไป แต่อย่าลืมว่านักเรียนนักศึกษาตั้งแต่ชั้นประถม มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย ที่มีอยู่นับล้านคนทั่วประเทศ ก็ต้องอ่านหนังสือเรียนอีกมากมายไม่รู้กี่พันกี่หมื่นบรรทัดต่อปี รวมที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดทำให้ผมเชื่อว่า คนไทยอ่านหนังสือมากกว่า 7 บรรทัดต่อปีแน่นอน
แล้วท่านผู้อ่านอยากรู้ไหมครับว่าคนอเมริกาอ่านหนังสือคนละกี่บรรทัดต่อปี จากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐที่ผมพึ่งได้อ่านเจอวันนี้ มีการสำรวจอัตราการอ่านหนังสือของคนอเมริกา ซึ่งพบว่า คนอเมริกาอ่านหนังสือปีละ 7 เล่ม (ไม่รู้ว่าเล่มละหนาเท่าไหร่ จะเป็น 7 เล่มของ Harry Potter หรือปล่าวนะ:)
โดยสรุปแล้วไม่ว่าคนไทยจะอ่านกี่บรรทัด หรือคนอเมริกาจะอ่านกี่เล่ม ผมคิดว่าตัวเลขการอ่านหนังสือของประชาชนเป็นตัวเลขสำคัญที่สามารถบ่งบอกได้ว่า ประเทศนั้นๆจะเจริญก้าวหน้าได้มากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าคนในชาติมีนิสัยรักการอ่าน อ่านหนังสือมาก ก็จะทำให้มีความรู้ และสามารถนำความรู้ไปพัฒนาชาติได้ต่อไป
ถ้าการเลือกตั้งในปลายปีนี้ พรรคการเมืองไหนมีนโยบายส่งเสริมให้คนไทยรักการอ่าน เอาหนึ่งคะแนนเสียงของผมไปเลยครับ สาธุ (ขอให้มีสักพรรคเถอะนะ!)
เขียนโดย
Joe Gotomore
ที่
15:31
0
ความคิดเห็น
22 August 2007
อนาคตการเมืองไทย อนาคตนายกฯคนต่อไป
ผ่านไปแล้วนะครับ สำหรับเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ที่เป็นครั้งแรกและคิดว่าคงจะเป็นครั้งเดียว ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
ผลที่ออกมาก็เป็นไปตามที่หลายฝ่ายได้คาดการณ์ไว้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีคนเห็นชอบมากกว่าไม่เห็นชอบ ตัวผมเองก็กาช่องซ้ายคือเห็นชอบ ด้วยเหตุผลที่อยากให้เกิดการเลือกตั้งโดยเร็ว โดยใช้รัฐธรรมนูญที่เราเห็นอยู่ ซึ่งถึงแม้จะเป็นฉบับน้องพลับ (หมายเหตุ:มีความหมายตามบทความของผู้เขียนก่อนหน้านี้:) แต่ก็ยังดีกว่าใช้รัฐธรรมนูญที่คมช.หยิบฉบับไหนก็ได้ตามใจชอบมาบังคับใช้ ซึ่งถ้าไปถึงจุดนั้นการเมืองและบ้านเมืองเราก็จะวุ่นวายไม่รู้จบ
เป็นที่แน่นอนว่าเมื่อใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว เราจะได้รัฐบาลผสมที่อาจจะมีถึง 5 พรรค เช่น ประชาธิปัตย์ ชาติไทย มหาชน ประชาราช และรักชาติ เป็นต้น พรรคพลังประชาชนที่เป็นกลุ่มไทยรักไทยเดิม จะต้องถูกสกัดกั้นทุกทางไม่ให้ได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง รัฐบาลใหม่จึงจะเป็นพรรคฝ่ายค้านเดิม + พรรคของทหาร (โดยพรรคทหารจะประกอบไปด้วยส.ส.ไทยรักไทยเดิมที่แยกตัวออกมา เป็นส่วนใหญ่ และมีนายทหาร ข้าราชการที่เกษียณอายุจำนวนหนึ่งเป็นส่วนประกอบ)
จำนวน ส.ส.ทั้งหมด 480 คน ผมคาดว่ารัฐบาลอาจมีแค่ 300 เสียง ฝ่ายค้านจะมี 180 เสียง ตัวเลขฝ่ายค้านนี้ผมคิดจากฐาน ส.ส.ไทยรักไทยเดิมที่รวมกันอยู่กับพรรคพลังประชาชน ซึ่งยังคงมีฐานเสียงเหนียวแน่นอยู่ในภาคเหนือตอนบน และภาคอีสาน เห็นได้จากผลการลงประชามติที่พื้นที่เหล่านี้เป็นพื้นที่สีแดง อันหมายถึงการที่มีคะแนนไม่รับร่างสูงกว่ารับร่าง
ถ้าตัวเลข ส.ส.เป็นเช่นนี้ ฝ่ายค้านจะสามารถอภิปรายนายกฯได้ตลอดเวลา เพราะรัฐธรรมนูญระบุให้ใช้เสียงเพียงหนึ่งในห้า หรือ 96 เสียง ก็เพียงพอสำหรับการเปิดอภิปรายนายกฯ ลำพังแค่การเปิดอภิปรายนายกฯ หรือแค่พูดโจมตี กล่าวหากันไปมา ฝ่ายค้านคงจะไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ แต่มันสำคัญอยู่ที่การลงคะแนนเสียงของส.ส. ตัวเลข 300 กับ 180 อย่าคิดว่าต่างกันมากนะครับ เพราะหากฝ่ายค้านสามารถดึงส.ส.รัฐบาลมาได้แค่ 61 เสียง ฝ่ายค้านก็จะชนะโหวตทันที! (241 ต่อ 239) การดึงคะแนนมาก็ไม่ยากเหมือนในอดีต เพราะรัฐธรรมนูญระบุว่า ส.ส.มีอิสระในการออกเสียง ไม่จำเป็นต้องฟังมติพรรค ดังนั้นหากการอภิปรายของฝ่ายค้านมีเหตุ มีผล การล้มรัฐบาลก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินไป
นอกจากจะต้องสู้กับฝ่ายค้านแล้ว ปัญหาที่รัฐบาลต่อไปต้องเผชิญมีมากหลายด้าน ล้วนหนักๆทั้งนั้น จะทำอย่างไรเมื่อประชาชนในชาติแตกออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน ความแตกแยกยังลามเข้าไปถึงระดับครอบครัว จากในบ้านไปถึงในรถแท็กซี่ ในห้องเรียนจนไปถึงที่ทำงาน เรียกว่าถ้ามีการคุยเรื่องการเมืองเมื่อไหร่ รับรองได้ว่าไม่นานต้องมีการทะเลาะกันแน่! (เหมือนที่บ้านผม:)
ปัญหาเศรษฐกิจ โรงงานปิดกิจการ คนงานถูกลอยแพ ต่างชาติย้ายฐานการลงทุนจากไทยไปจีน เวียดนาม แล้วรัฐบาลใหม่จะทำอย่างไร?
ไม่ว่าคุณอภิสิทธิ พล.อ.สนธิ หรือใครที่อยากจะเป็นนายกฯคนต่อไป คิดให้ดีๆนะครับ
เขียนโดย
Joe Gotomore
ที่
12:07
0
ความคิดเห็น
รับ-ไม่รับ รัฐธรรมนูญฉบับน้องพลับ
วันอาทิตย์นี้แล้วนะครับ ที่พวกเราชาวไทยทุกคนที่อายุ 18 ปีขึ้นไป จะได้ไปลงประชามติรับ-ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ
เมื่อคืนผมได้ดูการดีเบตหรือการโต้วาทีระหว่างคน 2 คน เกี่ยวกับการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งผู้ดีเบตทั้ง 2 ท่านก็บรรยายได้อย่างมีเหตุผล
ท่านผู้ดีเบตที่อยู่ฝ่ายไม่รับร่างฯ ได้ให้ข้อสังเกตที่น่าสนใจอย่างยิ่งประการหนึ่งคือ การลงประชามติครั้งนี้เป็นการเลือกระหว่างเผด็จการทุนนิยม กับเผด็จการทหาร ถ้าประชาชนคิดว่า เผด็จการทุนนิยมหรือกลุ่มอำนาจเก่าเป็นภัยต่อประเทศมากกว่าก็ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าคิดว่าเผด็จการทหารหรือการให้ทหารและข้าราชการเป็นใหญ่ จะเป็นภัยมากกว่า ก็ให้ลงคะแนนไม่รับร่างฯ
ตัวผมเองเห็นด้วยกับข้อสังเกตข้างต้นนี้ เพราะถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน ระบอบเผด็จการทุนนิยม ที่เกิดจากการใช้อำนาจเงินกวาดต้อนส.ส.เข้าสังกัดเพื่อใช้เป็นฐานอำนาจของตนจะไม่เกิดขึ้นอีก พรรคการเมืองจะมีขนาดเล็กลง ส.ส.จะมีอิสระมากขึ้น รัฐบาลจะเป็นรัฐบาลผสมที่อาจจะประกอบไปด้วยพรรคการเมืองถึง 5 พรรค แทนที่จะเป็นรัฐบาลพรรคใหญ่พรรคเดียวอย่างที่ผ่านมา
แต่มันก็จะทำให้รัฐบาลขาดเอกภาพ นายกฯถูกอภิปรายได้ง่าย ส.ส.ลงมติได้โดยไม่ต้องฟังมติพรรค การเมืองไทยก็เสมือนย้อนหลัง กลับไปเป็นเหมือนในอดีตก่อนที่จะมีการใช้รัฐธรรมนูญ 2540 ดั่งเช่นที่เราเคยมีรัฐบาลผสม ซึ่งมีปัญหาในการทำงานร่วมงานกัน ขัดแย้งกันบ่อย และรัฐบาลก็ต้องรับมือกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจอยู่เสมอ จนไม่สามารถทุ่มเทการทำงานเพื่อบริหารประเทศให้ดีได้
ในทางตรงกันข้าม ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน มันก็เป็นการบ่งบอกว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยกับคมช. ประชาชนยังสนับสนุนกลุ่มอำนาจเก่าหรือกลุ่มไทยรักไทยอยู่ การเลือกตั้งส.ส.ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กลุ่มไทยรักไทยย่อมจะรักษาคะแนนเสียงไว้ได้ และมีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง
หากรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน คมช.มีอำนาจที่จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนก็ได้(ฉบับ 2475 ก็ยังได้)มาแก้ไข แล้วประกาศใช้ แต่เมื่อถึงตอนนั้นรับรองได้ว่า กลุ่มไทยรักไทยจะใช้เป็นโอกาสในการโจมตีคมช.อย่างรุนแรงที่สุด เพราะรัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ และการเมืองไทยก็คงจะวุ่นวายไม่รู้จบ
ผมเชื่อว่ามีคนหลายคนรวมทั้งนักวิชาการด้วย ที่ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ก็จะลงมติรับ โดยคิดว่ารับไว้ก่อนแล้วค่อยแก้ไขทีหลัง ดังนั้นนอกจากคนที่ลงคะแนนไม่รับจะไม่ชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว คนที่ลงคะแนนรับก็ไม่ชอบเหมือนกัน ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นรัฐธรรมนูญฉบับน้องพลับ ที่ "ใครๆก็ไม่รักผม ขนาดพัดลมยังส่ายหน้าเรย" อิอิ
เขียนโดย
Joe Gotomore
ที่
12:06
0
ความคิดเห็น
Man City.
ผมเชื่อว่าในขณะนี้ ไม่มีคนไทยคนไหนที่ไม่รู้จักสโมสรฟุตบอลอังกฤษ Manchester City
หลายคนอาจรู้จักสโมสรฟุตบอลแห่งนี้มานานแล้ว เพราะเป็นสโมสรฟุตบอลอังกฤษที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง
ส่วนบางคนที่ไม่ได้เป็นแฟนฟุตบอลอังกฤษ อาจพึ่งเคยได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก
แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ทำไมต้อง Manchester City?
อดีตนายกฯทักษิณ ได้ซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลแห่งนี้ด้วยมูลค่า 100 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 7,000 ล้านบาท
นับจากนั้น Manchester City หรือ Man City ก็เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในสังคมไทย
และนี่คือการลงทุนทำธุรกิจเพื่อให้ตนเองมีงานทำ อย่างที่คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์ไว้ใช่หรือไม่?
ผมคิดว่าใช่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
โดนส่วนตัวแล้วผมอยากจะรู้ว่า การซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลอังกฤษเป็นความคิดของคุณทักษิณเอง หรือมีที่ปรึกษาแนะนำให้ซื้อ เพราะผมเชื่อว่านี่ไม่ใช่แค่การทำธุรกิจธรรมดา แต่มันคือยุทธวิธีทางการเมืองของเซียนเหยียบเมฆ!
ถ้าคุณผู้อ่านเป็นผู้หญิง บางท่านอาจจะไม่ทราบว่าคนไทยบ้าฟุตบอลอังกฤษขนาดไหน ลองถามเพื่อนผู้ชายของคุณดูสิครับ แล้วคุณจะรู้ว่าคนไทยบ้าบอลอังกฤษสุดๆครับ ขอบอก (ผู้เขียนก็บ้าบอลเหมือนกัน :-)
ตอนที่สโมสรที่ผู้เขียนเชียร์ได้แชมป์ยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก ซึ่งถือเป็นแชมป์สูงสุดของสโมสรฟุตบอลในทวีปยุโรป เชื่อไหมครับว่า น้ำตาลูกผู้ชายไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวเลย เพื่อนๆหลายคนที่เชียร์ก็มีอาการไม่ต่างกัน เพราะพวกเรารู้สึกเหมือนกันว่า ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกมส์กีฬา แต่มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต!
การที่คนไทยคนหนึ่งไม่ว่าเขาจะเป็นใคร สามารถเข้าไปเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอังกฤษ มันย่อมจะทำให้คนไทยที่ชอบฟุตบอลอังกฤษภาคภูมิใจไม่น้อย ก่อนที่คุณทักษิณจะซื้อสโมสรแห่งนี้ ไม่เคยมีใครเลยที่คาดหวังว่า มันจะมีสักวันหนึ่งที่คนไทยได้เป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอังกฤษ
ดังนั้นแค่เพียงก้าวแรก คุณทักษิณก็ได้ใจคนไทยไปไม่ใช่น้อยแล้ว
ฟุตบอลอังกฤษมีการถ่ายทอดสดมายังประเทศไทยทุกสัปดาห์ และการถ่ายทอดจะไม่ได้มีแต่ภาพของการแข่งขันเท่านั้น ช่างกล้องจะซูมไปยังอัฒจันทร์สลับเป็นช่วงๆด้วย ซึ่งแน่นอนว่าหากวันนั้นเจ้าของสโมสรเข้าไปเชียร์ กล้องจะต้องซูมไปที่เขาอย่างแน่นอน หมายความว่า คุณทักษิณจะได้ออกทีวีไทย(ถึงแม้จะเป็นเคเบิลทีวีก็เถอะ)ทุกอาทิตย์!
การบริหารสโมสรฟุตบอล เป็นการบริหารที่สามารถวัดผลได้เป็นรายอาทิตย์ ไม่ต้องรอให้ครบไตรมาศหรือครบปีเหมือนธุรกิจทั่วไป ซึ่งหากคุณทักษิณสามารถบริหารให้ทีมชนะการแข่งขันได้ในแต่ละอาทิตย์ ชัยชนะแต่ละครั้งจะเป็นการแสดงให้คนไทยได้เห็นถึงความสามารถของคุณทักษิณ เป็นการสร้างคะแนนนิยมในใจประชาชน ทั้งๆที่ตนไม่ได้อยู่เมืองไทยก็ตาม (ขณะที่เขียนบทความนี้ Man City ลงแข่งแล้ว 2 นัด ผลปรากฎว่า ชนะรวดทั้ง 2 นัด!)
ไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้นที่บ้าบอลอังกฤษ แต่เป็นกันทั้งโลก ดังนั้นการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลอังกฤษ จะทำให้คุณทักษิณได้รับการยอมรับในระดับสากล จากแฟนบอลทั่วทั้งโลกด้วย
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ผมเรียกว่า เซียนเหยียบเมฆ ได้อย่างไรครับ!!
เขียนโดย
Joe Gotomore
ที่
12:05
1 ความคิดเห็น
About this blog
Blog : Surasit_joe จะนำเสนอเรื่องราวที่น่าสนใจด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม สำหรับคนรุ่นใหม่ในวัยทำงาน ขอเชิญติดตามได้ที่นี่ เร็วๆนี้
เขียนโดย
Joe Gotomore
ที่
12:04
0
ความคิดเห็น