24 August 2009

นรม. vs ก.ต.ช.

สวัสดีครับท่านผู้อ่านบล็อค Sujoe วันนี้อย่าพึ่งงงกับชื่อบทความนะครับ
นรม.ก็คือ นายกรัฐมนตรี ส่วน ก.ต.ช.ก็ย่อมาจาก สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ

โดยเมื่อวันพฤหัสที่ 20 ส.ค.ที่ผ่านมา นายกฯได้เสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ที่จะเกษียณอายุสิ้นเดือนกันยายนนี้ แต่ ก.ต.ช.โหวต 5:4 เสียงไม่รับหลักการที่นายกฯเสนอชื่อ พล.ต.อ.ปทีป เพียงคนเดียว ซึ่ง ก.ต.ช.เสียงข้างมากต้องการให้เสนอหลายชื่อ เพราะอยากให้คนอื่นได้แสดงความสามารถและวิสัยทัศน์ด้วย

เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่มาก ที่นายกฯไม่สามารถแต่งตั้งผบ.ตร.ได้สำเร็จ ทำให้ผมสนใจที่จะศึกษารายละเอียดของ ก.ต.ช. ว่า ย่อมาจากอะไร มีอำนาจหน้าที่อย่างไร ประกอบไปด้วยใครบ้าง?

จากการค้นคว้าทำให้ทราบว่า ก.ต.ช.เป็นชื่อย่อของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ประกอบไปด้วยคณะกรรมการ 11 ท่าน ตามแผนผังข้างล่างนี้ครับ

โดยกรรมการ 7 ท่าน เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ส่วนอีก 4 ท่าน มาจากการสรรหาของกรรมการโดยตำแหน่ง

อำนาจหน้าที่หลักของ ก.ต.ช.คือ กำหนดนโยบายการบริหารราชการตำรวจ กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ปฏิบัติตามนโยบาย และพิจารณาคัดเลือกผบ.ตร.ตามที่นายกฯเสนอ

กรณีการโหวตเสียงค้านนายกฯ 5:4 เสียงนั้น นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมต.มหาดไทยและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่โหวตค้านนายกฯด้วย! ซึ่งนายกฯได้ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ทำนองว่า การยุบสภาก็เป็นทางออกหนึ่งในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่ผมก็มองว่าคงจะไม่มีการยุบสภาง่ายๆ แบบนี้หรอกครับ เพียงแต่เป็นเทคนิคของนายกฯในการปรามพรรคร่วมรัฐบาลให้ร่วมมือกัน ถ้าไม่อย่างนั้นนายกฯก็สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้

ข่าวล่าสุดแจ้งมาว่า นายกฯจะเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป เพียงชื่อเดียวอีกเพื่อผลักดันให้เป็นผบ.ตร.ให้ได้...คราวนี้คงไม่มีปัญหา ไม่งั้นก็ต้องยุบสภากันจริงๆ

19 August 2009

คิม แด จุง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ผู้ได้รับรางวัลโนเบล

ภาพจาก Britannica.com

ภาพข้างบนนี้เป็นภาพของนายคิม แด จุง อดีตประธานาธิบดีคนที่ 15 ของเกาหลีใต้ เดินคู่กับนายคิม จอง อิล ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่กรุงเปียงยางเมืองหลวงของประเทศเกาหลีเหนือ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2000 การประชุมครั้งนั้นถือเป็นการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้พบปะเจรจากัน หลังจากสงครามเกาหลีสงบลงในปีค.ศ. 1953

ประเทศเกาหลีเคยถูกญี่ปุ่นยึดครอง จากนั้นจึงได้รับเอกราชเมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ในปีค.ศ. 1945 โดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเข้าไปปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นในเกาหลี สหรัฐฯได้เข้ายึดพื้นที่ทางภาคใต้ ส่วนสหภาพโซเวียตเข้ายึดพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยมีเส้นขนานที่ 38 องศาเป็นเส้นแบ่ง ซึ่งในตอนแรกเป็นการแบ่งเขตแดนเพียงชั่วคราว แต่ภายหลังก็ไม่สามารถตกลงเรื่องการรวมเกาหลีได้ และในปีค.ศ. 1950 เกาหลีเหนือซึ่งอาศัยยุทโธปกรณ์ของสหภาพโซเวียตก็ได้ยกทัพข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมายึดเกาหลีใต้ เพื่อที่จะรวมชาติเป็นหนึ่งเดียว และภายใน 3 วัน เกาหลีเหนือก็สามารถยึดกรุงโซล เมืองหลวงของเกาหลีใต้ได้

แต่ต่อมาอีกหนึ่งสัปดาห์ สหรัฐฯพร้อมกับกองกำลังอีก 15 ชาติ (รวมทั้งประเทศไทยด้วย:) ก็ได้เข้ามาช่วยเกาหลีใต้ ทำให้เกาหลีเหนือต้องถอยทัพกลับไปที่เขตแดน และสงครามเกาหลีก็ยุติลงในปีค.ศ. 1953

สงครามเกาหลีถือเป็นสงครามตัวแทนของการต่อสู้ระหว่างสหรัฐอเมริกาที่มีอุดมการณ์ประชาธิปไตยกับสหภาพโซเวียตที่มีอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ หรือที่เรียกกันว่า "สงครามเย็น"

ตอนผมเรียนชั้นมัธยมปลาย อาจารย์ที่สอนวิชาสังคมเคยบอกว่า เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ยังไงก็ไม่สามารถรวมประเทศกันได้ แต่เมื่อนายคิม แด จุง เดินทางไปเกาหลีเหนือใน ค.ศ. 2000 ความหวังในการรวมประเทศก็ถูกจุดประกายขึ้นมา และทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ (Nobel Peace Prize) ในปีค.ศ. 2000

นายคิม แด จุง ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา ด้วยวัย 85 ปี

18 August 2009

ขออภัยโทษ

ผ่านไปแล้วด้วยความเรียบร้อย สำหรับการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีการปะทะกันระหว่างเสื้อแดงกับเสื้อน้ำเงินที่มาให้กำลังใจคุณเนวินในคดีทุจริตกล้ายาง ซึ่งศาลฎีกาได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาออกไปเพราะจำเลยมาไม่ครบ เนื่องจากขาดคุณอดิศัย โพธารามิก ที่เดินทางไปต่างประเทศ ทั้งนี้ศาลฯ ได้ออกหมายจับคุณอดิศัย พร้อมยึดเงินประกันจำนวน 1 ล้านบาท เพราะถือว่าเป็นการหลบหนีคดี

ในวันถวายฎีกา 17 ส.ค. 52 ได้มีการแจกรูปคุณทักษิณแบบข้างล่างนี้ ให้กับผู้มาร่วมชุมนุมที่ท้องสนามหลวง


เรื่องการขออภัยโทษไม่ได้เกิดแต่เฉพาะที่เมืองไทยนะครับ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 52 ที่เกาหลีเหนือก็มีการอภัยโทษให้กับนักข่าวสาวชาวอเมริกัน 2 คนที่ถูกจับ เนื่องจากรุกล้ำเขตแดนเข้าไปทำข่าวในเกาหลีเหนือ ซึ่งนายบิล คลินตัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เดินทางครั้งประวัติศาสตร์เข้าไปเจรจากับนายคิม จอง อิล ประธานาธิบดีเกาหลีเหนือ โดยได้แสดงการขอโทษต่อการกระทำของนักข่าวทั้งสองคน




นักข่าวทั้งสองจึงได้รับการอภัยโทษจากการถูกตัดสินลงโทษใช้แรงงาน 12 ปี และได้เดินกลับบ้านพร้อมกับนายบิล คลินตัน

ที่พม่าก็มีการอภัยโทษให้กับนายจอห์น ยิตตอว์ ชาวอเมริกันที่ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี จากการลักลอบว่ายน้ำเข้าไปที่บ้านนางออง ซาน ซูจี โดยนายจิม เวบบ์ วุฒิสมาชิกสหรัฐอเมริกา ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและภาคพื้นแปซิฟิกของวุฒิสภาสหรัฐ เป็นผู้เดินทางครั้งประวัติศาสตร์ (อีกเช่นกัน:) เข้าไปเจรจาขออภัยโทษ โดยก่อนหน้านี้ ส.ว.จิม เวบบ์ เป็นผู้คัดค้านมาตรการคว่ำบาตรพม่า เพราะเห็นว่าเป็นมาตรการที่ไม่ได้ผล

แต่มีบุคคลคนหนึ่งที่ยังไงๆ รัฐบาลทหารพม่าก็ไม่ยอมให้อภัยโทษเด็ดขาด ทายได้ไหมครับว่าใคร...ก็นางออง ซาน ซูจี ยังไงครับ

11 August 2009

ศรีบูรพา กับแนวคิดประชาธิปไตย

ภาพจาก wikipedia

กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา เป็นชื่อที่ผมได้ยินจากสื่อต่างๆ มานานแล้ว แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ศึกษารายละเอียดความเป็นมาของบุคคลท่านนี้ เข้าใจแต่เพียงว่าเป็นนักเขียนเก่าที่มีชื่อเสียงท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้แต่งนวนิยายโด่งดังเรื่อง "ข้างหลังภาพ"

แต่ 2 - 3 วันมานี้ ผมค้นกองหนังสือที่บ้านเจอหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่ง ที่มีคนให้มาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่ได้อ่านสักที หนังสือชื่อ"บทบาทของนายกุหลาบ สายประดิษฐ์ กับวิถีประชาธิปไตย" ซึ่งเขียนโดยคุณประภัสสร เสวิกุล ก็เลยลองพลิกอ่านดูว่ามีอะไรน่าสนใจหรือปล่าว... อาจเป็นเพราะตอนนี้การเมืองกำลังเป็นปัญหาร้อนแรง ที่ไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร การได้อ่านหนังสือที่เนื้อหาย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้นกำเนิดประชาธิปไตยปี พ.ศ. 2475 ก็ทำให้ได้แง่คิดบางอย่าง ไม่น่าเชื่อว่าถึงเวลาหมุนผ่านนานกว่า 77 ปี คำกล่าวต่อไปนี้ยังทันสมัยอยู่ในปัจจุบัน

"ความสนใจของพลเมืองต่อกิจการบ้านเมืองซึ่งแสดงออกมาโดยประกอบด้วยภูมิความรู้และวิจารณญานเท่านั้น ที่เป็นรากฐานของประชาธิปไตย และที่เราสามารถเรียกประเทศของเราว่าเป็นประชาธิปไตยได้จริงๆ ในวันข้างหน้า รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งแรกแต่มิใช่สิ่งสุดท้ายที่ทำให้ประเทศของเราเป็นประชาธิปไตยจริงๆ" (จากบทความ มนุษยภาพ)

คุณกุหลาบเริ่มเขียนหนังสือและทำหนังสือโดยใช้พิมพ์ดีดตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ โดยติดหนังสือไว้ที่ผนังห้องเรียนให้นักเรียนคนอื่นได้อ่าน และเริ่มใช้นามปากกา "ศรีบูรพา" ในการเขียนบทประพันธ์ลงหนังสือพิมพ์ต่างๆ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2472 ได้จัดตั้งหนังสือพิมพ์รายปักษ์สุภาพบุรุษ หลังจากนั้นได้เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง และหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ซึ่งในปี พ.ศ. 2474 ได้ลงบทความเรื่อง "มนุษยภาพ" ที่เสนอแนวคิดเรื่องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทำให้รัฐบาลในขณะนั้นไม่พอใจจนเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นของหนังสือพิมพ์ กุหลาบและคณะจึงลาออกจากหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ต่อมาได้ทำหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ และเมื่อมาทำหนังสือพิมพ์ศรีกรุง ก็ได้เขียนบทความมนุษยภาพต่อจากที่เคยลงในไทยใหม่ ทำให้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงถูกปิด แท่นพิมพ์ถูกล่ามโซ่

ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 กุหลาบจึงได้มาเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ซึ่งสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย ปี พ.ศ. 2476 กุหลาบได้เขียนตำหนิและคัดค้านการใช้อำนาจสั่งปิดสภาผู้แทนราษฎร์ของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา จนพระยามโนปกรณ์ฯ ยอมรับผิด แต่หนังสือพิมพ์ประชาชาติก็ถูกสั่งปิด วันรุ่งขึ้นพระยาพหลพลพยุหเสนายึดอำนาจการปกครอง หนังสือพิมพ์ประชาชาติจึงพิมพ์จำหน่ายได้ตามปกติ

จากประวัติการต่อสู้เพื่อแนวคิดการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของคุณกุหลาบ สายประดิษฐ์ ข้างต้น น่าจะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้อย่างดี คำกล่าวของท่านจากบทความมนุษยภาพก็เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนที่รักระบอบประชาธิปไตยควรนำไปปฏิบัติ เพราะหากคนในสังคมสนใจการเมืองโดยใช้วิจารณญานพิจารณา ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ ประเทศไทยย่อมจะผ่านปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างแน่นอนครับ

04 August 2009

Blood Diamond

ตอนนี้ถ้าใครติดตาม Twitter ของคุณทักษิณ http://twitter.com/Thaksinlive

ที่ท่านได้พูดถึงการไปลงทุนทำเหมืองเพชร ที่ประเทศในแอฟริกา และยืนยันว่าเพชรที่ทำนี้ไม่ใช่ Blood Diamond แน่นอน ก็อาจทำให้หลายคน(รวมทั้งตัวผมด้วย:) สงสัยว่า Blood Diamond หรือแปลเป็นไทยตามตัวอักษรว่า เพชรสีเลือด นี้คืออะไร?

จากการค้นคว้าข้อมูล ทำให้ทราบว่า blood diamond, conflict diamond, hot diamond หรือ war diamond มีความหมายเดียวกัน ซึ่งหมายถึง เพชรที่ได้จากการทำเหมืองในพื้นที่ที่มีสงคราม หรือการก่อกบฎ และเงินที่ได้จากการขายเพชรก็จะถูกนำมาใช้เป็นทุนในการทำสงครามต่อไป

Blood diamond ในอดีตมีที่มาจากประเทศ Angola, Liberia, Ivory coast และ Congo ซึ่งมีปัญหาสงครามกลางเมือง การปฏิวัติ รัฐประหาร เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศเหล่านี้มีทรัพยากรธรรมชาติประเภทอัญมณีมาก ก็ไม่แปลกที่ทรัพยากรเหล่านี้จะถูกใช้เพื่อหารายได้ เป็นทุนทางการเมืองและการสงคราม

ถ้าดูแถบบ้านเราที่มีชนกลุ่มน้อยอยู่ตามชายแดน ชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ก็ต้องหารายได้เพื่อใช้ในการต่อสู้กับประเทศเพื่อนบ้านของไทย ในอดีตจึงมีการปลูกฝิ่นขึ้นอย่างมากมาย และส่งออกไปขายทั่วโลก...

ก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับว่า เพชรของคุณทักษิณ ถ้าไม่ใช่เพชรสีเลือดแล้วจะเป็นเพชรสีอะไร?